มิถุนายน 25, 2024
หน้าแรก กาดหมั้ว ผีน้อย ดอกจานไม่อาจผลิบานในบ้านเกิด

ผีน้อย ดอกจานไม่อาจผลิบานในบ้านเกิด

ผีน้อย ดอกจานไม่อาจผลิบานในบ้านเกิด

เรื่อง: กฤติมา คลังมนตรี/ The Isaan Record

การเป็น “ผีน้อย” หรือ แรงงานผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ได้ค่าแรงมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำในไทยกว่า 5 เท่า จึงทำคนไทยนับแสนคนไปหลบซ่อนตัวทำงานผิดกฎหมายในแปลงเกษตรหรือโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวอีสานหนีความแร้นแค้นในบ้านเกิดไปตายเอาดาบหน้า เสมือนหนึ่งดอกจานที่ไม่อาจบานในหน้าแล้งของอีสาน

การเอาชีวิตรอดในฐานะ “ผีน้อย” ในเกาหลีใต้ไม่ใช่เรื่องเล็ก

“สา” ต้องทำงานในพื้นที่สาธารณะ ร้านอาหารริมทะเลยอดนิยม แถมต้องซ่อนตัวจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ส่งสายเข้าไปในที่ทำงาน ในขณะเดียวกันเธอก็นอนในร้านอาหารที่เธอทำงานแต่ห้ามส่งเสียง

แม้เธอจะบอกว่า “ฉันหวาดระแวงอยู่เสมอว่าตำรวจจะมาตรวจ ฉันจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ”

10 ปีที่แล้วสาอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอเป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ มีลูกสองคน ครอบครัวมีหนี้ท่วมหัว แม้เธอจะประหยัดเงินมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถใช้หนี้ได้

“ฉันต้องใช้หนี้ของตัวเองและของพ่อแม่ เราเป็นหนี้หลายแสนบาท” เธอเล่าและว่า “มันเป็นชีวิตที่ยากลำบากสำหรับพวกเราชาวไร่”

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งทำให้เธอรู้สึกว่า “ฉันรู้สึกว่า ต้องทำอะไรบางอย่าง”

ดินแดนที่แห้งแล้งของอีสาน แม้แต่ดอกจานก็ไม่อาจผลิบานได้ สาเป็นหนึ่งในดอกไม้เหล่านั้นที่ไม่สามารถบานในดินแดนบ้านเกิดของเธอได้

เธอจึงพนันกับชีวิตด้วยการจ่ายเงิน 200,000 บาท ให้กับนายหน้าเพื่อพาเธอเข้าไปในเกาหลีใต้ ซึ่งเธอใช้ชีวิตเหมือนเป็น “ผีน้อย” หรือที่คนไทยเรียกว่า แรงงานไม่ถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ เธอต้องทำงานหนักและใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว แต่สาก็บอกว่า “มันคุ้มค่า” สำหรับ พ่อ แม่ ลูกๆ และตัวเอง “ฉันทำแบบนี้ เพราะต้องการให้พวกเขามีชีวิตที่ดี”

สา ดอกไม้ป่าบานแล้ว แต่ที่ไม่ใช่อีสานบ้านเกิดของเธอ

จากลูกชาวนาสู่เกษตรกรเมืองโสม

“เกาหลีใต้” คือ หมุดหมายที่คนอีสานเลือกไปทำงานมากที่สุดในประเทศไทยผ่านระบบ EPS (Employment Permit System) และเป็นประเทศเป้าหมายของเหล่าบรรดา “ผีน้อย” คำที่ถูกใช้เพื่อเรียกแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตในการทำงานอย่างถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ ซึ่งเสี่ยงโชคด้วยการลักลอบไปทำงานแบบไม่มีวีซ่า 

เดือนกรกฎาคม 2565 กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลว่า จำนวนผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายมี 395,068 คน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากพิจารณาตัวเลขในช่วงเดือนก่อนหน้า คือมิถุนายน 2565 พบว่ามีคนไทยพำนักในเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมาย 42,538 คน ส่วนพำนักผิดกฎหมายสูงถึง 139,245 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมด ตัวเลขนี้ไม่ได้มีค่าในเชิงสถิติเท่านั้น แต่หมายถึงชีวิตที่มีอยู่จริง

สาในวัย 42 เล่าว่า ทำงานจนไม่มีเวลาทำเอกสารการเข้าเมือง เพราะไม่มีวันหยุด โดยเริ่มงานแรกในฟาร์มหมูแถบภาคกลางของเกาหลีใต้ 6 ปี จากนั้นจึงออกมาทำงานด้วยการเก็บหัวไชเท้าใส่กล่องกว่า 3 ปี ก่อนออกมาทำพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารเกาหลีประมาณ 1 ปี นี่คือหนึ่งทศวรรษของเธอที่ห่างบ้านในต่างแดน

“ทำงานในเกาหลีมา 10 ปี เป็นระยะเวลาที่แทบไม่รู้ตัว ตอนแรกที่มาก็เพราะต้องการหาเงินเลี้ยงครอบครัว ค้าขายมันก็แค่พอกินพอใช้ แต่ไม่มีไว้เก็บออม ยิ่งมีลูกชาย 2 คนก็ยิ่งต้องทำอะไรสักอย่าง” สา เล่าสาเหตุของการตัดสินใจมาเกาหลี   

เธอเล่าอีกว่า ตอนนั้นทางออกเดียวที่คิดได้ คือ เกาหลีใต้ เพราะเป็นประเทศที่น่าจับตามองในเรื่องการเข้าไปทำงานของแรงงานนอกระบบ ตอนนั้นเธอใช้วิธีการจ้างนายหน้าพาเข้าประเทศ ด้วยเงินทั้งหมดประมาณเกือบสองแสนบาท

“ตอนอยู่ไทยเป็นหนี้ แล้วยังต้องส่งเสียลูก ต้องดูแลพ่อแม่ เรามาทำแบบนี้ก็แค่อยากให้เขาได้กินดีอยู่ดี ต้องใช้หนี้ทั้งของพ่อแม่และของตัวเอง ใครจะมาหาให้เรา หนี้ตั้งหลายแสนบาท ทั้งหนี้ธนาคารที่ครอบครัวกู้มาทำนา ชาวนามันจะได้อะไรมากมายล่ะ ได้มาก็ต้องกู้ต่อ”

รายได้ช่วงที่มาแรกๆ ของสาอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านวอน (ประมาณ 30,000 บาท) มีบ้านพักอาศัยอยู่ในฟาร์มที่ทำงาน มีข้าวให้กิน ค่าใช้จ่ายสำหรับของใช้สอย นายจ้างเกาหลีจัดการให้ 

“แต่เราตอนไปอยู่ใหม่ๆ ก็ใช้ของเกาหลีไม่เป็น ก็ต้องซื้อของไทยใช้เอง กินของไทย แรกๆ ไม่รู้ว่า จะหาซื้อที่ไหน พออยู่ไปเรื่อยๆ รู้จักคนไทย รถไทย ที่เขามาขายเราก็ซื้อ” เธอเล่าประสบการณ์

งานพาร์ทไทม์ค่าแรงวันละ 1,400 บาท

ฟาร์มหมูแห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างไฮเทคคือที่ทำงานพาร์ทไทม์ เธอรับผิดชอบงานเอกสาร ดูแลหมู ทั้งการคลอดและผสมพันธุ์แลกค่าแรงวันละ 50,000 วอน (1,300 – 1400 บาท)

“พอทำงานในฟาร์ม เจ้านายจะเลี้ยงดูปูเสื่อค่อนข้างดี แต่พอทำงานพาร์ทไทม์เขาก็จ่ายเงินรายวันบ้าง ทำสิบวันจ่ายสามวันบ้าง นอกนั้นก็ค้างไว้แล้วก็จ่ายรอบหน้า สามวัน ห้าวัน จ่ายครบแต่จะจ่ายช้าบ้าง

“ส่วนร้านอาหารทำรายเดือน เลิกไม่เป็นเวลา มีความจู้จี้จิกจิก อย่างช่วงเทศกาล คนค่อนข้างเยอะ จนไม่มีเวลากินข้าวกินน้ำเลย เวลาสบายก็สบายจริงๆ จนสามารถนั่งนอนได้”

แม้ว่ารายได้ที่สาบอกว่า เป็นที่น่าพึงพอใจ เมื่อแปลงเป็นอัตราเงินไทย แต่ก็แลกมาด้วยความน่าหวาดระแวง เนื่องจากเป็นแรงงานนอกระบบที่หลบๆ ซ่อนๆ จากการตรวจจับของเจ้าหน้าที่

“ตอนทำงานร้านอาหารอยู่ริมทะเลตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาตรวจบ่อย แต่เถ้าแก่จะมีสายของเขาในแต่ละพื้นที่ ถ้าเขารู้ว่า ตม. จะลงตรงไหนเขาจะโทรบอกกันและเถ้าแก่จะพาไปหลบ มีสายใน ตม. อยู่กับพวกเรา ส่วน ตม. ก็มีสายจับเหมือนกัน รู้ว่าใครมาแบบผิดกฎหมาย เดินๆ แถวริมทะเลก็จับได้ แล้วส่งกลับประเทศ” เธอเล่าประสบการณ์ด้วยน้ำเสียงหวั่นวิตก 

“ทำงานที่ร้านอาหาร เวลานอนตอนกลางคืนก็ระแวงว่า ตม. จะลงตรวจทำให้ต้องเตรียมตัวตลอดเวลา หากทำงานอยู่ในฟาร์มเราปลอดภัย 100% แต่ถ้ามีคนแจ้งเราก็อยู่ลำบาก ช่วงที่ทำงานพาร์ทไทม์ฟาร์มข้างๆ มี ตม. ลงแต่ไม่มีหมายค้นก็ทำให้เข้าไม่ได้” สาเล่า 

แรงงานหญิงไทยในสายตาชาวเกาหลี

การเป็นแรงงานหญิงทำให้เธอถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งทางวาจาและสายตา เธอตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะเราเป็นต่างชาติจึงเกิดเหตุการณ์ขึ้น แม้จะไม่ได้เกิดในทุกสถานที่ทำงานก็ตาม 

“ในฐานะเป็นแรงงานผู้หญิง ที่มาทำงานในร้านอาหารจะถูกมองว่า ขายตัวไปด้วย ก็จะโดนลวนลามทางคำพูดบ้าง เช่น “ไปนอนกับกูไหม” เราก็ด่ากลับไปเขาก็ไม่มายุ่งกับเรา” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง 

ช่วงที่สาทำงานรับจ้างเก็บหัวไชเท้าใส่กล่อง จะต้องเจอกับคนขับรถสิบล้อที่มารอรับกล่องสินค้าจากเธอทุกวัน และเธอเคยถูกลวนลามถึงเนื้อถึงตัว

“มีอยู่ครั้งหนึ่งเราเคยถูกจับหน้าอก เราก็ต่อยสวนไป เพราะโกรธและตกใจมาก เขาอ้างว่ามันเป็นธรรมเนียมของคนเกาหลี เป็นเรื่องปกติ แค่แกล้งเล่นหยอกเล่น วันต่อมาเขาก็มายกมือไหว้ขอโทษ เขาอ้างว่า เห็นว่าผู้หญิงไทยเป็นแบบนั้นหมด เลยคิดว่า จับนิดจับหน่อยคงไม่เป็นอะไร”

การปรับตัว

การมาทำงานของสาไม่ได้ผ่านระบบการสอบวัดระดับภาษาแรงงานของ EPS ดังนั้นอุปสรรคสำคัญคือ ภาษา

“ไม่ได้เรียนภาษาเกาหลีแต่แรก อาศัยเรียนแบบครูพักลักจำ ตอนทำงานเราจะมีปากกาหนึ่งแท่งไว้จด แต่คนเกาหลีเขาดีตรงที่พวกเขาพยายามสื่อสาร ทั้งคำพูด ทั้งภาษามือ แล้วนายจ้างจะบอกว่า ให้จำเฉพาะในหน้างานของตัวเอง อย่าเพิ่งไปจำอย่างอื่น ในฟาร์มก็จะมีกระดาษเขียนแปะศัพท์ไว้ทุกที่ เราก็อาศัยการจดจำเท่านั้น และพยายามฝึกเขียนตามเขา”

อยากกลับบ้านไหม?

“ไม่เคยคิดอยากกลับบ้าน แม้จะปรับตัวยากในช่วงแรกๆ ทั้งเรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศที่หนึ่งวันมีสี่ฤดู เรื่องงานเราทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว มาแรกๆ มีโดนตำหนิก็ยอมรับ แต่สักพักสองสามเดือนเริ่มอยู่ตัว ก็คิดสู้ตลอดไม่เคยคิดถอยกลับ” 

สายอมรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ที่เกาหลีใต้เจริญกว่าไทยมาก ทำให้เธอสามารถลืมตาอ้าปากได้ และเหตุผลสำคัญของการอยู่ต่อคือต้องการส่งลูกให้สามารถเรียนจนจบได้

“ถึงจะไม่มีเงินร้อยล้านพันล้าน แต่เราก็สามารถที่จะส่งเสียที่บ้านได้ไม่ให้ลำบาก แต่ถ้าอยู่บ้าน ถามว่าเราทำอะไรได้บ้างตอนนี้ ค้าขายก็ยาก ปลูกข้าวขายข้าวก็ยาก ไม่อยากลงทุน พอคิดว่าต้องกลับบ้าน ก็มานั่งถามกันว่า กลับไปจะทำไรกิน”

อาหารการกิน

ในชีวิตประจำวันของสาไม่ค่อยได้กินอาหารเกาหลีมากนัก ส่วนใหญ่เธอจะกินอาหารไทย อาหารอีสาน การสั่งสินค้าค่อนข้างสะดวกสบาย เพราะมีร้านค้าไทยหรือเพจเฟซบุ๊คชุมชนไทยที่หาง่าย หรือสามารถซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเองบ้าง 

“อาหารเกาหลีมีบางอย่างที่อร่อยที่เราชอบ อย่างพวก ชับเช หรือซุปเครื่องใน ต้มกระดูก แต่อาหารในชีวิตประจำวันเป็นอาหารอีสาน แถมหาง่ายกว่าบ้านเรา อย่างไข่มดแดง อยากกินก็ได้กิน เพราะหาซื้อง่าย เยอะแยะมีทุกอย่าง มีหนู มีของป่า มีงู เขาเอามาขาย

“กินประจำก็คือป่น (น้ำพริกปลา) ส้มตำกับหมูย่าง ปลาร้าบอง น้ำพริกปลาร้า ไม่ใช่แค่มีครบ แต่มีเกิน เพราะบางอย่างบ้านเราหาไม่ได้ แต่ที่นี่หาได้

“อาหารเกาหลีที่กินได้จริงๆ คือ จ๊กพา จะเหมือนผักดองบ้านเรา พวกผักแป้น (กุยช่าย)”

ฟังลูกทุ่งเพื่อคลายความคิดถึงบ้าน

ขณะอยู่เกาหลีสาหล่อเลี้ยงร่างกายตนเองด้วยอาหารอีสาน และหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณด้วยการฟังเพลงลูกทุ่งของมนต์แคน แก่นคูณ เพื่อให้คลายเหงาและลดการคิดถึงบ้าน 

“ฟังมนต์แคนกับต่าย อรทัย ตอนนี้ชอบที่สุด คือ บ่าววี เพลงหัวใจนักสู้ ฟังก็เพลินดีตอนเลิกงาน ตอนทำอาหารก็ร้องคลอตาม ปล่อยอารมณ์ผ่อนคลาย แต่คิดถึงบ้านก็มีนะ ฟังไปน้ำตาไหลไป เพราะมาอยู่ที่นี่ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็กลับไปดูแลไม่ได้” เธอเล่าช่วงเวลาของการคลายความคิดถึงบ้าน 

ความเหมือนที่แตกต่างภาษาอีสาน-เกาหลี

“ชีวิตประจำวันก็พูดอีสานกับญาติในฟาร์ม อยู่กับนายจ้างก็พูดเกาหลีตอบสวนกันไป แต่ภาษาเกาหลีเหมือนภาษาอีสานบ้านเราเลย เช่น เกาหลีพูด ต๊กกั๊ดตะ (แปลว่า เหมือนกัน ในภาษาเกาหลี) เราก็จะตอบเขาไปว่า ตกคันแทติ? (ตกคูนา) ตกคันแทเด้อ ตกคันนาเด้อ” เธอบอกอีกว่า สำเนียงเกาหลีกับสำเนียงอีสานคล้ายกันมาก ทำให้นำมาพูดแซวกันในที่ทำงาน เรียกเสียงเฮฮาได้ดี 

เธอยกตัวอย่างตอนนายจ้างชมแรงงานว่า “ชาราแน” (잘하네) แปลว่า “ทำได้ดีนะเนี่ย เก่งจัง” ก็จะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเขาพูดว่า “สาระแน” ก็พูดหยอกๆ กันว่า “โอ้ย อยู่ๆ ก็มาด่ากันว่า สาระแนเนาะ” เธอพูดไปพร้อมกับหัวเราะร่วน

จากพนักงานขายประกันสู่ล่ามเกาหลี

ส่วน “มน” ซึ่งไม่สะดวกที่เปิดเผยชื่อ เป็นอดีตพนักงานบริษัทประกันภัย ในไทย เธอเดินทางไปเกาหลีในฐานะนักท่องเที่ยว แรกทีเดียวไม่ได้ตั้งใจมาทำงาน แต่มีลูกพี่ลูกน้องชักชวนทำให้ปัจจุบันเธอทำงานเป็นล่ามให้แรงงานไทยในเกาหลี

“ตอนปี 2008 เขาลองให้ทำโรงงานยีนส์ มีต่างชาติเยอะ ไม่มีวีซ่า เงินเดือน 700,000 วอน (ประมาณ 18,700 บาท) อยู่ไปได้สามเดือน เจอสามีเลยตัดสินใจอยู่ต่อ รอทำวีซ่าให้ ก็อยู่ยาว อยู่เพราะความรัก” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะชอบใจเพื่อปิดกลบความเขินอาย 

มนเล่าว่า เคยเป็นล่ามให้หมอนวด พวกเขาจะมาแบบท่องเที่ยวปกติ บางคนมีวีซ่าบางคนไม่มี 

“ส่วนมากมีหนี้สินติดตัว ถ้านับร้อยคนเกือบทุกคนมีหนี้หมด ถ้าไม่มีหนี้ก็อยู่หากินลำบาก ค่าแรงไม่คุ้มกับที่ทำ หรือไม่ก็ตามญาติมาจากการบอกต่อ” มนเล่าจากประสบการณ์ที่ประสบพบเจอ 

จากการคลุกคลีกับเพื่อนแรงงานคนที่มาตามระบบของกรมจัดหางานและแอบลักลอบเข้ามานั้น มนบอกว่า งานประเภทเกษตร ส่วนมากจะเป็นรูปแบบของงานเหมา เริ่มงานเวลา 6 โมงเช้า และเลิกงานประมาณ 14.00 -15.00 น. หากทำงานเสร็จเร็วก็จะเลิกเร็ว ถ้าเป็นแรงงานผู้หญิงจะได้ค่าแรงวันละ 130,000 วอน (3,000-4,000 บาท) ถ้าเป็นผู้ชายที่จะต้องใช้แรงงานจะได้วันละ 150,000 วอน (4,000 บาท) 

“การกดขี่ไม่ค่อยมีแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเบี้ยวค่าจ้างกัน เพราะเขาต้องการแรงงานค่อนข้างมาก อีกอย่างคนที่มาแบบผิดกฎหมายสามารถย้ายงานได้ถ้านายจ้างมีปัญหา จะย้ายง่ายกว่าคนถูกกฎหมายซึ่งต้องทำเรื่องเยอะมาก” ล่ามสาวเล่าจากประสบการณ์ตรง ด้วยความที่ต้องพบปะผู้คนเป็นจำนวนมากทำให้มนเล่าได้อย่างเห็นภาพว่า แรงงานไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการกลับบ้าน 

โดยเธอยกอย่าง อาชีพหมอนวดที่เดือนหนึ่งรายได้แสนกว่าบาท “ถ้ามีหลับนอนกับลูกค้าก็หลายล้านวอนต่อคืน (หลักหมื่นบาทขึ้นไปต่อคืน) เพราะคนเกาหลีให้ทิปเยอะ” เธอเล่าสิ่งที่ทำให้คนเกาหลีบางส่วนมองว่า แรงงานหญิงไทยส่วนหนึ่งไปทำอาชีพไซต์ไลน์

ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แพร่ระบาด มนเล่าว่า จะมีวีซ่าหรือไม่มีก็สามารถลงทะเบียนรับเงินเยียวยาได้ แต่ถ้าไม่มีวีซ่าจะได้ประมาณ 4 แสนวอน ส่วนกระบวนการในการลงทะเบียนไม่ยุ่งยาก สามารถลงที่เขตได้ และจะมีเลขประจำตัวมาให้รับวัคซีนฟรี 

“เขามีศูนย์ช่วยเหลือให้คนที่ไม่มีวีซ่า ให้ทำประกันสุขภาพ แต่ถ้าไม่มีวีซ่าการเข้ารักษาในโรงพยาบาลจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเท่าตัว เมื่อเทียบกับคนมีวีซ่า”

การปรับตัวกับวัฒนธรรม “ปัลลี ปัลลี”

คนไทยบางส่วนถือสำนวนที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” หรือคำพูดติดปากคือ “ใจเย็นๆ สบายๆ” แต่สำหรับคนเกาหลีนั้น คำว่า “เร็วๆ” คือ สิ่งที่สำคัญ

“คนเกาหลีทำอะไรจะทำเร็ว เขาจะคอยบอกว่า ปัลลี ปัลลี แปลว่า เร็วๆ เร็วๆ นะ อย่าชักช้า ทุกอย่างต้องเร็วและเรียบร้อยทำให้แรงงานไทยที่นี่ต้องทำงานเร็ว” เป็นประสบการณ์ที่มนต้องแปลให้คนไทยฟังในฐานะล่าม  

กระแส K-Wave เกิดหลังยุค 2000

กระแสเกาหลีเริ่มบูมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งกระแสเพลง อาหาร วัฒนธรรม แต่มีอย่างหนึ่งที่เกาหลีนำเข้าจากไทย คือ แรงงาน 

ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน ประธานศูนย์เกาหลีศึกษาสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า การออกไปทำงานต่างประเทศ คือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจปากท้อง ในช่วงยุค ’90 นิยมไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน ในขณะที่การไปประเทศเกาหลีใต้นั้นยังไม่มากนัก เนื่องจากขณะนั้นอัตราการเกิดของคนเกาหลีใต้ยังสูง และแรงงานเพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งยังไม่มีนโยบายเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติมากนัก แต่หลังจากปี 2000 กระแสฮันรยูหรือเคเวฟ มีอิทธิพลและแลกเปลี่ยนกับไทยเยอะขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์เกาหลีใต้เข้ามาในประเทศเยอะ รวมกับแรงงานในอุตสาหกรรมในหลายสาขาประสบกับภาวะที่ไม่มีแรงงานเพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานที่ลำบาก 

“ตอนนี้คนอีสานกำลังเผชิญกับภาวะแซนวิชเจเนอเรชั่น (Sandwich Generation) คือ คนต้องเลี้ยงทั้งพ่อแม่และลูก เพราะพ่อแม่ที่แก่เฒ่าไม่ได้มีงานทำ ดังนั้นจึงมีภาระทั้งบนและล่าง ฉะนั้นเขากลับมาไม่ได้ ถ้าเขากลับมา เขาจะเติมเต็มด้านเศรษฐกิจครอบครัวไม่ได้ ทุกคนไม่แฮปปี้กับการกลับมาของเขา แม้ทุกคนอยากเจอหน้า แต่จะดีกว่าไหม ถ้าอยู่เกาหลีใต้แล้วกลับบ้านเพียง ปีละครั้งสองครั้ง แล้วส่งเงินมาแทน

“การไปอยู่เกาหลีมันสามารถตอบความคาดหวังของคนในครอบครัวทั้งหมด แต่ปัญหา คือ ถ้าสอบ EPS ผ่านแล้วมันต้องมีรายชื่อให้นายจ้างเรียก ซึ่งไม่รู้ว่าจะเรียกเมื่อไหร่ อาจจะ 3 เดือน 6 เดือน ถึง 1 ปี เพราะฉะนั้นคนที่ไปแบบผิดกฎหมายรับไม่ได้กับความไม่แน่นอนในเรื่องเวลา เพราะตอนที่บ้านต้องการใช้เงินเลย ถ้าลักลอบบินไปกับนายหน้า จ่ายแสนหนึ่ง เอาที่นาไปวางไว้ก็จริงแต่ได้เข้าประเทศเกาหลีเลย นายหน้าจัดการให้ทุกอย่าง ติวการผ่านเข้า ตม. ไม่ต้องรอผลสอบตามระบบจนเสียเวลา แล้วไปเสี่ยงเอาที่นู้น” 

ข้อมูลล่าสุดจากกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เผยว่า โควต้าการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ปี 2566 เพิ่มขึ้น 3 กลุ่มวีซ่า จากโควต้าเดิม คือ 2,500 คน เป็น 15,000 คน แต่ระบบชักชวนนั้นไวกว่าระบบ EPS 

ผีน้อยประสานญาติมิตรเพื่อนำเข้าแรงงานไทย

ดร.ไพบูลย์ กล่าวว่า แม้ความต้องการแรงงานของเกาหลีใต้จะมีมากถึงปี 5,000-10,000 คน แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเขตชานเมือง และภาคเกษตรกรรม 

“หากรอในระบบ EPS ก็จะชักช้าเสียเวลา จึงเกิดการพึ่งพาระบบระบบนายหน้าหรือจากแรงงานเก่าที่เอาคนจากหมู่บ้านไปนำเสนอนายจ้างว่า จะหาคนช่วย กี่คน และส่งดุ่มๆ ไปให้ นายจ้างก็สามารถลักลอบพาเข้าประเทศ โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าประกันหรือค่าใช้จ่ายอะไรที่ถูกกฎหมาย” นักวิชาการจากศูนย์เกาหลีศึกษาสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา เล่าข้อมูลที่เก็บรวมรวมจากแรงงานไทยในเกาหลีใต้ 

ส่วนเรื่องของการเอาผิดกับนายจ้าง ในเรื่องของการกระทำผิดตรวจคนเข้าเมือง หากพบว่ามีการจ้างงานแรงงานนอกระบบจะมีโทษปรับเป็น 20 ล้านวอน หากเป็นโรงงานที่มีแรงงาน EPS ทำงานอยู่ด้วยก็จะถูกตัดสิทธิการจ้างแรงงาน EPS ไปช่วงเวลาหนึ่ง แต่ความจริงทางการของเกาหลีใต้ไม่มีเข้มงวดในการปราบปรามนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานเหล่านั้น และเกาหลีใต้ยังคงต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมากเพื่อรักษาระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงไม่ได้มุ่งหวังจะขจัดแรงงานที่ผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง เพียงแค่ต้องการลดจำนวนให้ลงเหลือระดับที่เหมาะสม

ระบบกลับใจกลับได้ฟรี

ช่องทางการหางานของ “ผีน้อย” ค่อนข้างสะดวกและแพร่หลายเพียงปลายนิ้ว เพราะสามารถค้นหาในโซเซียลมีเดียและมีการโฆษณางานประเภทต่างๆ รวมถึงงานที่ไม่มีรองรับในระบบ EPS 

แต่เนื่องจากการล้นของจำนวนแรงงานผิดกฎหมายไทยในเกาหลีใต้ ข้อมูลล่าสุดกระทรวงยุติธรรมใช้ระบบรายงานตัวสมัครใจเดินทางกลับแบบพิเศษชั่วคราวสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักผิดกฎหมาย สามารถรายงานตัวตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน  2565 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อระบายจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายกลุ่มเก่าออก การตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้จึงใช้มาตรการคัดกรองผ่านระบบการลงทะเบียน K-ETA (Korea Electronic Travel Authorization) 

ปัญหาของการหลบซ่อน

ดร.ไพบูลย์ กล่าวว่า แรงงานเหล่านี้เสี่ยงต่อการโดนนายจ้างสามารถเอารัดเอาเปรียบได้ ถ้าอยู่แบบไร้ตัวตน กฎหมายก็ไม่สามารถคุ้มครองได้ ต้องอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ

“ข้อมูลเพิ่มเติมของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซลระบุว่า ช่วงนี้มีการรับจ้างหิ้วลูกของผู้พำนักผิดกฎหมายกลับประเทศไทย โดยการแจ้งผ่านสถานทูตและให้คนที่ถือวีซ่าถูกต้องตามกฎหมายรับจ้างอุ้มเด็กกลับไทย” ดร.ไพบูลย์ กล่าว 

“เมื่อเทียบดูจีดีพีเกาหลีใต้กับไทยจะเห็นการพัฒนาที่แตกต่างกันมากถึง 5 เท่า พูดง่ายๆ คือ การที่ไปอยู่เกาหลีเท่ากับเรามีเงินมากกว่าไทย 5 เท่า เวลาเขามองเราอาจจะมองว่า เป็นประเทศที่ส่งออกแรงงานหรือมองเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องรัฐประหารทำให้อาจมีอุปสรรคในการพัฒนาเยอะ”ดร.ไพบูลย์ กล่าว 

แม้ในสังคมเกาหลีจะมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูง หรือไม่ได้เป็นสวรรค์สำหรับพลเมืองในประเทศสำหรับบางเรื่องนัก แต่ในแง่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่เกาหลีใต้อาจจะดูสะดวกสบายสำหรับคนไทย และมีสวัสดิการรองรับที่ดีกว่า ภาพการพัฒนาที่รวดเร็วทำให้เป็นเป้าหมายของแรงงานและเป็นสวรรค์ของใครบางคน

“ผมเคยถามคนไทยที่อยู่ในเกาหลีใต้เป็นสิบๆ ปี เขาบอกไม่คิดจะกลับมา ประเด็นสำคัญคือการอยู่ที่นั่นมันไม่อึดอัด การที่เขาอยู่ที่นั่นสามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้อีกสิบคน

“อาชีพที่ชนบทในไทยมีอะไรให้ทำ วุฒิการศึกษา ม.3 จะได้ทำอาชีพอะไร สู้ไปเกาหลีได้กี่ล้านวอนดีกว่าไหม นี่คือความคิดของแรงงานเหล่านั้น”

หมายเหตุ : สารคดีชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

อ้างอิง:

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่