ไม่เคยเสียใจจะเป็นยังไงก็ภูมิใจที่ลูกออกมาสู้​

19 สิงหาคม 2565

ไม่เคยเสียใจจะเป็นยังไงก็ภูมิใจที่ลูกออกมาสู้​

​คุยกับแม่และพ่อ “ป่าน ทะลุฟ้า” ในวันที่มองเห็นความหวัง อนาคต แม้ความยุติธรรมไม่หนุนนำ​

กตัญญู หมื่นคำเรือง หรือ “ป่าน” เป็นวัยรุ่นธรรมดาๆ ที่เห็นสังคมไม่เป็นธรรม จึงก้าวออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ช่วงรัฐประหารโดยคสช.​

ป่านเคยร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มกิจกรรมหลายกลุ่มทั่วประเทศ และในบทบาทปัจจุบัน ป่านเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและเผ็ดร้อนตลอดช่วงที่ผ่านมา​

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวในประเทศที่ไร้ซึ่งเสรีภาพ รัฐตอบแทนด้วยการจับกุมคุมขัง ป่านถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลางตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาที่ผ่านมา ในคดีสาดสีหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 โดยวันพรุ่งนี้จะเป็นวันครบรอบ 1 เดือนเต็มที่ ป่านถูกคุมขังในวันที่ 9 สิงหาที่ผ่านมาเป็นวันเกิดของพ่อป่าน ป่านให้ทนายความฝากข้อความไปให้แม่เพื่อบอกกับพ่อว่า “สุขสันต์วันเกิด” ​

Lanner เห็นความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของป่านที่เหนียวแน่น อบอุ่น พวกเราจึงชวนแม่และพ่อของป่าน มาพูดคุยถึงชีวิตในวัยเด็กของป่าน การก้าวเข้าสู่ถนนทางการเมืองจนถึงปัจจุบัน ความยุติธรรมที่เป็นอยู่ในสังคมไทย และความหวังต่อสังคมที่ดีกว่า​

Lanner เห็นความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของป่านที่เหนียวแน่น อบอุ่น พวกเราจึงชวนแม่และพ่อของป่าน มาพูดคุยถึงชีวิตในวัยเด็กของป่าน การก้าวเข้าสู่ถนนทางการเมืองจนถึงปัจจุบัน ความยุติธรรมที่เป็นอยู่ในสังคมไทย และความหวังต่อสังคมที่ดีกว่า

วัยเด็กป่านเติบโตมายังไง​

แม่ : ธรรมดาเหมือนเด็กๆ ทั่วไปเลย แต่ความคิดความอ่านก็รู้สึกว่าแปลกๆ ไปหน่อย ความคิดแกจะไม่เหมือนเด็กทั่วไป เด็กทั่วไปคิดอีกแบบ แกก็จะคิดอีกแบบ ทุกวันนี้เลยเข้าใจลูกว่าทำไมแกคิดแบบนั้น แกชอบตั้งคำถามว่าทำไมครูคิดแบบนั้น ทำไมเพื่อนคิดแบบนี้ ทำไม ทำไม ทำไม เราก็ต้องออกมาอธิบาย เป็นคนช่างถาม เราก็เลยรู้ว่าลูกเราเป็นแบบไหน​

พอโตมาหน่อยแกก็เริ่มอ่านหนังสือของแม่นี่แหละ พวกแนวๆ การเมือง ตัวแม่ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันทำไมแม่ถึงอ่านหนังสือแนวนี้ จำความได้ก็ตั้งแต่แม่เรียน มศ.3 ​ พอแม่มีเงินซื้อหนังสือเองได้ แม่ก็ชอบซื้อหนังสือพวกนี้แหละ ฮ่าๆ เก็บไว้จนวันนี้ ป่านเห็นก็คงเปิดอ่านตั้งแต่เด็กๆ ด้วยมั้ง แกก็เห็นว่าหนังสือที่วางในบ้านมันเยอะ แม่ชอบอ่านแกก็คงหยิบไปอ่าน

แล้วป่านเริ่มสนใจเรื่องสังคม เรื่องการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่​

พ่อ : ช่วงเรียนมัธยมป่านก็ไปอยู่กับพ่อในเมือง ก็เลยได้ไปม็อบตอนอยู่กับพ่อ ที่ศาลากลางจังหวัดน่านก็มีม็อบที่เขาปราศรัยกัน ม๊อบ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ม็อบคนเสื้อแดงน่ะ​

แม่ : ตอนแกจบ ม.6 ก็จะไปสมัครเรียนต่อ อยากเข้ามหาลัยราชภัฏเชียงใหม่ช่วงนั้นนะ แต่พอดีมีค่ายที่จังหวัดสตูล ค่ายดาหลา (สมาคมอาสาสมัครนานาชาติเพื่อการพัฒนาสังคม) ​ เป็นค่ายอาสานานาชาติ แม่เห็นใน Facebook ก็เลยไปบอกป่านว่าไปค่ายอาสาดาหลาเนี่ยที่สตูลนู้น แกก็สนใจเลยทันที พอแกไปถึงเป็นค่ายนานาชาติ ฝรั่งต่างชาติหลายๆ ประเทศก็มาแกเริ่มชอบเลย แกก็ไปทำกิจกรรมค่ายทำอะไรอยู่ที่นั้นเลย แล้วก็สมัครเรียนต่อนู่นเลยที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ แกก็ได้ทำงานอยู่ที่ค่ายดาหลา บางทีเขาก็ส่งแกไปเป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ต่างประเทศ ไปญี่ปุ่น เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์

พอกลับมาแกก็เริ่มรู้จักนักกิจกรรม NGOs เริ่มเข้าไปทำกิจกรรมในกรุงเทพฯ ทำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ NDM (New Democracy Movement) ช่วงปี 57 และ 58 สมัยโรม สมัยจ่านิว แกยังเรียนมหาวิทยาลัยหาดใหญ่อยู่แต่แกก็ไปร่วมกิจกรรมที่กรุงเทพฯ พอกลุ่มประชาธิปไตยใหม่เริ่มไล่ประยุทธ์ สันติบาลก็มาหาแม่ละ ครั้งแรกก็มาห้ามไม่ให้ป่านไปทำกิจกรรม มาเก็บข้อมูลว่าเรียนที่ไหนแม่ก็ให้ข้อมูลไป ซึ่งเขาส่งข้อมูลไปที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ พอม็อบเสร็จกลับหาดใหญ่ทางมหาลัยเขาก็ไม่ให้เรียนต่อ เขาบอกว่าคุณไปร่วมม็อบคุณไปต่อต้านรัฐบาล แกก็ส่งข่าวบอกแม่ว่าเขาไม่ให้เรียน แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไรไม่เห็นเป็นไรเลยลูกไม่เรียนก็ได้ แกก็ออกมาเลย

ตอนนั้นพ่อกับแม่คิดยังไงกับการที่ป่านออกมาเคลื่อนไหว ตั้งแต่สมัยรัฐประหารแรกๆ จนถึงช่วงทะลุฟ้า​

แม่ : โอ้! พวกเราเป็นประชาชนตาดำๆ เราก็รู้ว่าอะไรถูกต้องอะไรไม่ถูกต้อง แม่ก็ไม่ห้ามลูกเลยสิ่งที่ลูกทำก็ไม่ได้ผิดหนิ เราต่อสู้เพื่อประชาชน แกไปไหนแกก็บอกว่าตอนนี้ไปม็อบตรงนั้นไปม็อบตรงนี้ มีครั้งหนึ่งแกไปร่วมแถลงการณ์อะไรสักอย่าง เพื่อนๆ เขามานั่งเรียงกันเยอะๆ ตอนนั้นพ่อเป็นทหารอยู่ภาคใต้ พ่อก็โทรมา “มันไปแถลงการณ์อะไรตรงนั้น” พ่องงเพราะว่าพ่อไม่รู้อะไรเลย ฝ่ายทหารไม่รู้ไม่ส่งข่าวหาพ่อ ตอนนั้นสันติบาลมาหาแม่ 2 ครั้ง ให้ห้ามลูก แม่ก็บอกว่าแม่ไม่ห้ามลูกก็มีความคิดของเขาเองแม่ก็บอกอย่างนี้ ทางป่านกับพ่อแม่ก็มีการอัพเดทกันตลอดมันก็เลยเกิดการเข้าใจไม่ห้าม​

พ่อ : ซึ่งแกก็มาบอกอธิบายให้กัน สื่อสารหากันตลอด ความชอบของลูกเนาะ เราจะไปขัดทำไมถึงขัดไปก็ไม่มีประโยชน์ มีความชอบเหมือนเรานั่นแหละ อายุเราก็เหลือน้อยแล้ว มันก็ต้องการสิ่งที่มันจะต่อสู้ไปเพื่อความยุติธรรม ชีวิตของพ่อนี้พ่อเป็นทหาร ซึ่งความยุติธรรมพ่อไม่เคยได้รับเลย ทหารผู้น้อยเนี่ยไม่มีเลยตั้งแต่รับราชการทหารมาเนี่ย คือต้องอดทน สู้เพื่ออนาคตอย่างเดียว ถ้าผิดพลาดอะไรมาก็ต้องสู้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือว่า ชีวิตของพ่อถูกกดดันตั้งแต่สมัยไหนแล้ว โอกาสที่จะได้รับความถูกต้องมันไม่มีเลย ใจมันโดนกดขี่กดดันมาตลอด พอลูกออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เราก็ไม่ขัดล่ะเรื่องของลูก ลูกได้เป็นอิสระเหมือนนก อยากทำอะไรก็ให้โอกาสเต็มที่เลย ลูกจะต่อสู้ไปก็ต่อสู้ไป เพราะอายุพ่อก็ 60 กว่าแล้ว มันหมดสภาพ ลูกก็ต่อสู้เพื่ออนาคตของลูก ทำตามที่ตัวเองต้องการ

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ป่านตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่น่าน ตอนนั้นป่านคิดอะไรอยู่ หรือพ่อกับแม่เห็นการเติบโตของป่านยังไง​

แม่ : แกก็อยากกลับมาทำเกษตร ก็ไปค่ายนั่นแหละเห็นเด็กๆ เขาอยากมาทำเกษตร ก็บอกให้พ่อแม่หาซื้อที่ดินหน่อยหนูอยากทำเกษตร ตอนนั้นก็ช่วงที่พ่อแม่จะเกษียณพอดีก็เลยเริ่มหาที่ดิน ​ ดีเหมือนกันจะได้อยู่ด้วยกัน ได้อยู่ใกล้พ่อแม่ จะได้ดูแล ก็กลับมาอยู่ช่วงปี 60-62 ช่วงนั้นก็ไปอบรมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการเกษตร ก็เริ่มทำสวนให้แก แกก็ทำเพจรับอาสาให้มาทำสวน มีฝรั่งชาวต่างชาติเข้ามาหลายชุดเลยนะที่มาสวนแก ชีวิตช่วงนั้นมีแค่อยู่กับบ้านกับสวน

แต่พอช่วงหลังๆ ก็เริ่มกลับมาติดตามม็อบ พอทำสวนได้ประมาณปีกว่าแกก็ไปม็อบเลย ฮ่าๆ พรรคพวกเก่าคงจะเรียกแหละ เริ่มต้นจากไปอยู่ขอนแก่นทำงานอยู่กับไผ่ดาวดิน แกออกพื้นที่ตลอดเลยนะ ไปช่วยชาวบ้าน แม่ก็เห็นข่าวแกก็ส่งข่าวตลอด แกอยู่กับประชาชน

พอตอนหลังก็กลับบ้านมาซักแปปหนึ่ง ก็มาทำทัวร์ ทัวร์เที่ยวดอยในจังหวัดน่าน เปิดเพจรับคนเที่ยวขับรถขึ้นดอยลอยห้วยไปรับนักท่องเที่ยว แต่ก็มีเพื่อนที่เป็นนักกิจกรรมมาเที่ยวภาคเหนือแล้วก็รถเสีย แกก็ไปช่วยเพื่อน พอเสร็จก็ไปกับเพื่อนเลย ไปม็อบยาวเลยยาวจนถึงทุกวันนี้ ฮ่าๆ ไปม็อบตอนนั้นก็เริ่มจากขอนแก่น ก็เดินทะลุฟ้าไปกรุงเทพฯ จนถึงตอนนี้ แต่แกก็บอกว่าอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ติดต่อแม่ตลอด บอกแม่ว่าอย่าวางโทรศัพท์นะเพราะหนูอยู่ในเหตุการณ์ที่มันอันตรายมาก ละช่วงนั้นโทรศัพท์แม่ไม่ค่อยจะดีอีกนะ แกก็บอกแม่ว่าหนูไม่ได้ไปอยู่แนวหน้านะหนูอยู่ข้างหลัง ขนาดไม่ออกหน้าตำรวจยังจับเลย ตอนแรกที่หมายมาบ้านแม่ตกใจมากๆ แต่พอหมายต่อไปแม่เฉยๆ ละ ฮ่าๆ

คิดยังไงกับการที่กระบวนการยุติธรรม กระทำต่อป่านและเพื่อนๆ นักกิจกรรมที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย​

แม่ : กระบวนการยุติธรรมแม่ก็มองว่ามันไม่ยุติธรรม เข้าข้างผู้มีอำนาจบางคดีที่แม่เคยอ่านนะเขาบอกว่า ไม่สมควรที่จะเข้าไปเลย(เข้าคุก) ก็ไปจับเขาเข้าไป ผิดเล็กน้อยมากก็จะเข้าไป อย่างคดีเด็กๆ ทะลุแก๊ส ทะลุฟ้า ทะลุวัง มันอาจจะไปขัดใจใครบางคน ก็ขัดต่อความคิดของคณะรัฐบาลเลยมีผลต่อกันหมดมันก็ต้องจัดการเต็มที่ แต่ในความคิดแม่มันไม่ยุติธรรมอยู่แล้วล่ะ ​

พ่อ : ความยุติธรรมเนี่ย ตำรวจน่าจะทำคดีที่มันผิดจริงๆ ประเภทที่ฆ่ากัน แต่เด็กที่ออกไปเนี่ยคือการต่อสู้ แค่ลมปาก แค่คำพูด ตัวหนังสือเล็กๆ น้อยๆ มันก็เอาไปขังมันไม่ยุติธรรมแม้จะประกันก็ไม่ให้ประกันแล้วก็ยังไม่ได้ตัดสินคดี สิ่งเหล่านี้นะพ่อมองว่าความยุติธรรมมันไม่มีเลย ​

แม่ : แม่ก็คิดว่าแค่กับเด็กๆ ที่ไปทำโพลล์ เล็กๆ น้อยๆ พูดนิดหน่อยชูป้ายนิดน้อยก็ถูกจับหมด ก็คือมันไม่อยากให้พูดความจริงนั่นแหละ 

แล้วมองเห็นความหวังของสังคมที่มันจะดีกว่านี้เป็นยังไงกันบ้าง​

พ่อ : พ่อว่ามันมีอนาคตนะ พ่อว่าก่อนตายนี้ยังมีโอกาสเห็นอนาคต พอมีความหวังกับเด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่สิ้นหวัง ตอนนี้เนี่ยขึ้นมา 50 เปอร์เซ็นเลย แต่ก่อนเนี่ยขึ้นมา 10 เปอร์เซ็นพ่อก็มีความหวังแล้ว อนาคตมันก็ต้องมีโอกาสมากกว่านี้ เพราะว่าคนแก่ๆ ยังไงมันก็ต้องล้มหายตายจากไปแต่เด็กที่ยังอยู่ก็บ่มเพาะสมองและยังสู้อยู่ พ่อมีความหวัง ทุกวันนี้พ่อเลยมั่นใจในตัวลูกสาวและเพื่อนๆ เขาทุกคน 

เรื่อง : ปรัชญา ไชยแก้ว​

กองบรรณาธิการ Lanner เกิดและโตที่เชียงใหม่ มีความฝันบ้า ๆ ว่าอยากเป็นชาวประมง สอดส่องชีวิตผู้คนด้วยเลนส์ 576 ล้านพิกเซล และกลั่นกรองออกมาเป็นงานเขียน พบเจอได้ตามกิจกรรมทางการเมือง ที่ ลานท่าแพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง