อุดมการณ์ที่มีลมหายใจ ชีวิตที่เปลี่ยนไปของนักเคลื่อนไหวในพม่า

เรื่อง ภูวิวัชร์ อินต๊ะวงค์

รัฐประหารในปี 2564 ภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ทำให้พม่าจากประเทศที่กำลังเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตยต้องวนกลับมาสู่การปกครองประเทศโดยทหารอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่มีเเค่การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2558 หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2563 พรรค NLD ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายอีกครั้ง ซึ่งทางฝั่งของกองทัพได้โต้แย้งผลการเลือกตั้งโดยอ้างว่า การลงคะแนนไม่สุจริต จนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ทหารได้ทำการรัฐประหารเเละเข้าไปจับกุมตัวคนของรัฐบาลไป

ผลคือประชาชนลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนนทั่วประเทศ เรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับมาอีกครั้ง เพราะนี่เป็นการปล้นชิงสิทธิเสรีภาพของประชาชน และตอกย้ำว่าการที่กองทัพเข้ามาปกครองประเทศตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้การปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่ก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นรายงานของ ACLED ซึ่งรวบรวมจากข่าวของสื่อท้องถิ่นและรายงานอื่น ๆ คาดว่า น่าจะมีผู้เสียชีวิตในเหตุรุนแรงทางการเมืองและสงครามกลางเมืองไปแล้วราว 12,000 ราย นับแต่เกิดเหตุรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมพาพันธ์ ปี พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 1 กุมพาพันธ์ ปี พ.ศ. 2565 จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันระหว่างทหารและพลเรือนเพิ่มสูงขึ้นทุกเดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2564

นอกเหนือจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ประชาชนที่ออกมาประท้วงส่วนหนึ่งรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต จำเป็นต้องหลบหลีกออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อความปลอดภัย รวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่วมกับกองกำลังปลดแอกกลุ่มต่าง ๆ อีกด้วย แม้จะถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงมากมายขนาดไหน แต่การรัฐประหารในครั้งนี้ได้สร้างเหล่าผู้กล้าที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับเผด็จการทหารมากมายมหาศาลเช่นกัน


นายไป่ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี อาศัยอยู่ที่ในเมืองย่างกุ้ง ก่อนการรัฐประหารนายไป่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานในพม่าตั้งเเต่ปี พ.ศ. 2559-2564 โดยมีความฝันว่าอยากให้พม่าดีขึ้นในทุกด้าน

ช่วงเหตุการณ์รัฐประหาร นายไป่เข้าร่วมการประท้วงในหลาย ๆ ที่ในเมืองย่างกุ้งร่วมกับเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เเต่พลาดท่าถูกทหารพม่าจับตัวเเละถูกส่งตัวไปคุมขังไว้

นายไป่เล่าว่าตนถูกจับขังเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถูกทารุณกรรมด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บอกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง แต่นายไป่เองก็ไม่ปริปากบอกจนถูกปล่อยตัวออกมาในสภาพอิดโรย ทหารพม่าได้นำตัวมาทิ้งไว้ใกล้กับหมู่บ้านที่นายไป่อาศัยอยู่เเละมีคนนำส่งโรงพยาบาล เเต่โรงพยาบาลไม่รักษาให้ในทันที แต่มีเงื่อนไขว่าถ้าอยากได้รับการรักษาต้องทำการเซ็นชื่อว่าไม่ได้ถูกทำร้ายเเละทารุณกรรมโดยรัฐบาล ทางโรงพยาบาลก็จะรักษาให้

ด้วยความกลัวจะถูกส่งตัวไปให้ทหารอีกนายไป่จึงยอมเซ็น อย่างไรก็ตามกลับไม่ได้รับการรักษาเท่าที่ควร ความระเเวงเเละหวาดกลัวเขาจึงตัดสินใจหนีออกโรงพยาบาล กลับมาที่บ้านช่วงเเรก ๆ ยังไม่มีการตรวจที่เข้ม นายไป่ยังสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ปกติ เเต่ช่วงหลังมีการตรวจเข้มขึ้นทุกวัน 3-4 ครั้งต่อวันเพื่อตรวจว่านายไป่หนีออกจากบ้านหรือไม่หนี เมื่อรู้สึกถูกคุกคามเขาจึงหลบหนีไปอยู่กับกองกำลัง PDF People’s Defense Force หรือ กองกำลังพิทักษ์ประชาชน ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2564 นายไป่ไม่เคยจับปืนสู้กับทหารเลยสักครั้ง และยังคงแอบกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากการจับตาที่เข้มงวดขึ้น และนายไป่เองก็ถือเป็นบุคคลที่ทางการจับตาเป็นพิเศษ ทางครอบครัวจึงติดต่อกับญาติที่อยู่ฝั่งไทยเพื่อช่วยเหลือนายไป่ให้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกหนึ่งคน โดยอาศัยช่องทางธรรมชาติลัดเลาะมาทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

จากการพูดคุยกับนายไป่ถึงชีวิตของผู้คนที่ออกมาประท้วงต่อต้านเผด็จการทหารล้วนเหมือนถูกแขวนอยู่บนเส้นดาย ต้องอาศัยอยู่เเบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เมื่อถูกจับก็ไม่มีทางที่จะติดต่อกับครอบครัวได้ คนภายนอกก็ไม่สามารถติดต่อกับภายในได้เเละไม่รู้ความเป็นอยู่ของคนที่ถูกจับ ทหารพม่ามีการทารุณกรรมผู้ที่ถูกจับเเละไม่มีข่าวเล็ดลอดว่าถูกทารุณกรรมยังไง ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนให้ข่าวก็จะถูกลงโทษโดยการจับขังในห้องมืดเป็นเวลา 14 วัน ทางรอดเดียวของผู้ที่มีคดีหรือเป็นผู้ต่อต้านเผด็จการคือหลบหนีออกจากพม่าเท่านั้น

ที่พม่าตอนนี้มีเหตุการณ์รายวันเกิดขึ้นตลอดเวลา ประชาชนจะไปทำงานหรืออยู่ในบ้านเฉย ๆ ก็ไม่มีความปลอดภัยในชีวิต มีประชาชนถูกฆ่าแทบจะรายวัน นักธุรกิจหรือเจ้าของร้านทองก็สามารถถูกทหารปล้นได้โดยง่าย คนที่เดินทางกลับจากทำงานถูกทหารพม่าปล้นถ้าขัดขืนก็จะถูกฆ่า ไม่มีใครกล้าขัดขวางการกระทำของทหาร เพราะขัดขืนเท่ากับตาย

แม้นายไป่จะหลบหนีมาอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ใช่ว่าจะมีความปลอดภัยหรือได้รับการช่วยเหลือ เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลไทยกับพม่าเองก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเพราะทหารเหมือนกัน ได้แต่คาดหวังว่าผู้นำของประเทศไทยจะไม่ช่วยเหลือผู้นำพม่าเเละยึดหลักมนุษยธรรมเป็นที่ตั้ง

นายไป่ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าอยากให้ทางการไทยคุ้มครองประชาชนพม่าที่หนีเข้ามา และอยากให้มองเรื่องของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ตอนนี้ทางการพม่าร้องขอทางการไทยว่าให้ตรวจสอบชื่อผู้หลบหนีทางการเมืองที่หลบหนีมาไทย ทางพม่าอยากให้ทางการไทยจับกุมบุคคลเหล่านั้นเส่งกลับคืนเเก่ทางการพม่า ซึ่งปลายทางของเรื่องนี้เท่ากับความตายสถานเดียว

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีที่มีผู้รอดชีวิตเเละสามารถหนีออกมาจากพม่าได้เเต่ชีวิตในประเทศไทยนั้นกลับเคว้งคว้างไร้ความหวัง ทั้งยังเป็นห่วงครอบครัวเเละเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ยังต่อสู้เเละหลบหนีอยู่ในพม่า สิ่งที่ทำได้ในเเต่ละวัน ทำได้เพียงติดตามข่าวสารและภาวนาให้ทุกคนปลอดภัย

ยังคงหวังเเละเชื่อว่าบ้านเกิดเมืองนอนจะหลุดพ้นวงจรของการรัฐประหารเเละการปกครองแบบเผด็จการในสักวันหนึ่ง

อ้างอิง

https://www.bbc.com/thai/international-60213570จ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง